in

Positioning+Blog

Each person should have one’s own positioning.

Editor's Note



ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

มีข้อถกเถียงเสมอมาว่า คุณค่าและความสำเร็จที่แท้จริงของ "สื่อ หรือ Media" ขึ้นอยู่กับสิ่งใด ระหว่างการสร้างสรรค์เนื้อหาดีๆ หรือการมีโฆษณาเต็มทุกหน้า หลายคนอาจบอกว่า ต้องมีทั้งสองอย่าง ขณะที่บางคนบอกว่า ถ้าเนื้อหาดี โฆษณาก็มาเอง

แต่ในโลกความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น บางฉบับเนื้อหาดี คนอ่าน และคนดูชื่นชอบ แต่โฆษณากลับขายไม่ได้

ต้องมาดูที่มาของรายได้ของอุตสาหกรรมสื่อในบ้านเรา ทั้งทีวี สิ่งพิมพ์ ต้องพึ่งพารายได้จากการหา "โฆษณา" เป็นหลัก ไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยยอดขายเพียงอย่างเดียว ถึงจะมีก็น้อยรายนัก

การทำนิตยสารทุกวันนี้ จึงไม่ต่างไปจาก "สินค้า" ที่แม้คุณภาพของสินค้าดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการตลาดมาช่วยสร้างให้คนจดจำแบรนด์ของหนังสือให้เป็นที่รู้จัก ติดหูติดตา เพราะมีผลต่อการวัด "เรตติ้ง" ความนิยม

กลไกการซื้อโฆษณาของสินค้าและบริการ จะเลือกใช้บริการ "มีเดียเอเยนซี่" ทำหน้าที่วางแผนสื่อโฆษณาให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

มีเดียเอเยนซี่ และเจ้าของสินค้าและบริการที่ซื้อโฆษณา มักยึดผลสำรวจเรตติ้งสื่อของ "เอซี นีลเส็น" บริษัทสำรวจเรตติ้งสื่อข้ามชาติ ที่ผูกขาดธุรกิจนี้เพียงรายเดียว ใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อใช้อ้างอิงกับลูกค้าได้ว่า การเลือกนั้นมีข้อมูล หรือสถิติมารองรับจากตัวกลาง ไม่ได้เกิดจากความพอใจส่วนตัว

การอยู่รอดของสื่อต่างๆ จึงต้องพึ่งพาผลสำรวจเรตติ้งสื่อของ "เอซี นีลเส็น" มาเป็นตัวชี้ชะตา รายการไหน หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารฉบับใด แม้เนื้อหาดี แต่ถ้าไม่ติดสำรวจของเอซี นีลเส็น หรือเรตติ้งไม่ดี โฆษณาก็ไม่เข้า ก็ต้องปิดตัวไปโดยปริยาย มีน้อยฉบับที่อยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณา แต่ต้องหากลยุทธ์การตลาดอันแยบยลมาใช้วัดผล

ท่ามกลางความเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับสื่อ กลับมีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลาว่า ผลสำรวจของ "เอซี นีลเส็น" ถูกต้องกกนถและเที่ยงธรรมเพียงใด

คำถามนี้เคยทะลุถึงจุดเดือด เมื่อบริษัทอินนิชิเอทีฟ และไอทีวี เคยออกโรงพาเอเยนซี่ และสื่อมวลชนไปพิสูจน์ถึงบ้านของกลุ่มตัวอย่างมาแล้ว จนนำไปสู่การประมูลคัดเลือกผู้สำรวจเรตติ้งทีวีรายใหม่

แม้ว่า เอซี นีลเส็นจะคว้าชัยชนะและผูกขาดความเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อสื่อและโฆษณามาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ยังคงมีคำถามถึงความถูกต้องของผลสำรวจเรตติ้ง จากเจ้าของสื่อและมีเดียเอเยนซี่อยู่ตลอดเวลา เพราะหลายครั้งที่ผลสำรวจนั้นผิดไปจากข้อเท็จจริงอย่างน่าตกใจ

ถึงเวลาหรือยังที่เอซี นีลเส็นจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่า จุดอ่อนของการสำรวจมาจากกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเล็กเกินไปจนไม่สามารถสะท้อนภาพรวมได้จริง

แบบสอบถามที่ขาดความชัดเจน จนไม่สามารถได้คำตอบที่แท้จริง

เอซี นีลเส็น ช้าไปหรือไม่ กับการเปลี่ยนแปลงของสื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดเวลา

ถึงเวลาหรือยังที่ เอซี นีลเส็น ต้องหาคำตอบให้ตัวเองว่า ไม่เหมาะผู้สำรวจเรตติ้งสื่อ แต่เหมาะสำหรับการเป็นผู้สำรวจความนิยมคอนซูเมอร์โปรดักส์เท่านั้น

และกับคำถามที่ว่า เอซี นีลเส็น ซื้อได้จริงหรือ

มาค้นหาคำตอบกับคำถามเหล่านี้ได้จาก สกู๊ปปก POSITIONING ฉบับนี้


ใครคือสุดยอด 50 Young Executives ปี 2008 พบคำตอบได้ในฉบับนี้ และพิเศษสุดกับบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ผู้บริหารรุ่นใหม่ทั้ง 8 คน พวกเขาและเธอต่างผ่านประสบการณ์เรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิต ที่สะท้อนถึงสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

ไพเราะ เลิศวิราม

pairoh@positioningmag.com


Comments

 

PrInCEssOfDeViL said:

    เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ดิฉันเคยเข้าไปสมัครงานที่บริษัทนี้ จากการชักชวนของอาจารย์ในโรงเรียน แต่เมื่อได้เข้าไปทำงานกับบริษัทนี้ เป็นเวลาเกือบ 2 ปี กลับพบข้อเทจจริงหลายอย่างที่น่าข้องใจ

     งานทุกๆชิ้น ก่อนวันเริ่มงาน 1 วัน มีการบรีฟงานว่าจะมีลำดับการสัมภาษณ์อะไรก่อนหลัง วิธีการชักชวนให้ลูกค้าให้สัมภาษณ์  วิธีการทำอย่างไรให้ลูกค้าไม่เกิดอาหารเบื่อหน่าย การถามคำถามที่กระชับและเข้าใจง่าย คำถามเปิดและปิด ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก้อไม่ค่อยได้ให้ข้อมูลอะไรมากมายนัก ส่วนใหญ่พนักงานสัมภาษณ์จะเขียนบางคำที่ลูกค้าตอบด้วยดินสอ สั้นๆ สำหรับคำถามแบบเปิด แล้วเมื่อเสร็จงานจะมาเรียบเรียงให้เป็นประโยคยาวๆด้วยปากกาอีกทีหนึ่ง ซึ่งก้อสังเกตุได้ว่าทำแบบนี้กันทุกคน บางงานถ้าทำสักสองสามวัน พนักงานก้อจะข้ามบางคำถามไป เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะตอบเหมือนๆกัน แล้วมาเขียนเองภายหลัง บางข้อถ้าลืมถามหรือถามข้ามไป ก็จะมาเขียนมั่วๆกันเอง แต่ละงานจะมีหัวหน้าไปคอยคุม 1 คน หัวหน้าจะเป็นผู้กำหนดว่าวันหนึ่งๆพนักงานคนไหนจะต้องสัมภาษณ์ให้ได้กี่คน งานบางชิ้น จะให้พนักงานหาลูกค้ามาก่อนแล้วจะมีการสุ่มโทรกลับไปเช็คว่าข้อมูลที่พนักงานสัมภาษณ์มานั้น  ดิฉันเคยลองให้ญาติเป็นลูกค้าดิฉันในงานสำรวจตลาดของผ้าอ้อมยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งคุณสมบัติของญาติดิฉันไม่ตรงตามที่ บ.ต้องการเลย แต่เราก็เตี๋ยมกันเรียบร้อย เผื่อมีการสุ่มโทรไป แล้วก็มีการสุ่มโทรไปจริงๆ แต่จับดิฉันไม่ได้หรอก เพราะดิฉันได้ทำการเตี๊ยมกับญาติไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฎว่างานชิ้นนี้ญาติดิฉันก็ได้ผ้าอ้อมไปทดลองใช้ฟรีๆ 2 โหล และดิฉันเองก็ได้ค่าจ้างอีก 500 บาท แต่ได้มาทราบในภายหลังว่า เขตอื่นที่ทำงานชิ้นนี้ได้ค่าจ้างชิ้นละ 700 ก็มี จึงทำให้ดิฉันรู้ว่าอัตราค่าจ้างงานแต่ละชิ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบ. แต่กลับขึ้นอยู่กับหัวหน้างานของแต่ละสายว่า จะหักเข้ากระเป๋าตัวเองกี่บาท แล้วจะเหลือให้ลูกน้องกี่บาท

    บางงาน เช่นงานสำรวจตลาดบุหรี่ เมื่อหาลูกค้าตามใบเควสชั่นแนร์แล้ว ผ่านขั้นตอนการสุ่มโทรเรียบร้อยแล้ว จะให้ลูกค้ามาให้สัมภาษณ์ที่ตึกบาราคูด้า ซึ่งงานนี้ก้อทำให้ดิฉันได้พบกับอีกกลยุทธิ์หนึ่งของพนักงานที่นี่ คือ มีการเกณฑ์คนที่ะมาเป็นลูกค้าที่มาจากที่ๆเดียวกัน เช่นวินมอร์เตอร์ไซค์ (บุหรี่ที่ทำการสำรวจคือ มาร์โบโร่ และ แอลเอ็ม แต่โดยปกติลูกค้าที่มีอาชีพขี่มอร์เตอร์ไซค์วินจะไม่ค่อยสูบ ซึ่งอันนี้ก็ไม่ตรงคุณสมัติบัติอยู่แล้ว) แต่พนักงานที่พาลูกค้ามากลับเขียนในใบสัมภาษณ์ว่า ทำอาชีพอิสระบ้าง ทำอาชีพรับจ้างบ้าง เป็นพนักงานบ้าง แล้วก็ให้ลูกค้านั่งแท๊กซี่มาพร้อมกัน  โดยจ่ายค่าแท๊กซี่และค่าทางด่วนให้ และลูกค้าจะได้บุหรี่เป็นค่าตอบแทนในการมาให้สัมภาษณ์  1 ซอง พอให้สัมภาษณ์เสร็จก็จ่ายค่ารถกลับให้ แต่ลูกค้าจะไม่ทราบเลยว่า งานนี้มีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับลูกค้าเป็นจำนวณเงินคนละ 200 บาทด้วย

    บางงานจะเป็นงานที่หัวหน้าไม่ค่อยจะแจกจ่ายให้ลูกน้องทำสักเท่าไหร่ เช่นงานสำรวจตลาดพิซซ่า แต่งานแบบนี้ไม่ได้ให้พนักงานไปสำรวจลูกค้าของพิซซ่านะค่ะ แต่ให้พนักงานไปสำรวจพนักงานของพิซซ่าอีกทีหนึ่ง หัวหน้าจะได้รับใบสั่งให้ไปทานอาหารอะไรบ้าง  วันใด เวลาใด สาขาใด แล้วจะมีใบให้ประเมินสาขานั้นๆโดยมีคำถามให้พนักงานคอยสังเกตุแล้วนำมาเขียน  โดยไม่ให้แสดงตัวให้พนักงานสาขานั้นๆทราบว่าเรามาประเมิน  โดยบ.จะจ่ายค่าอาหาร ค่ารถให้เสร็จสรรพ งานนี้พวกพนักงานจึงเรียกว่างานกินฟรี แต่แปลกจากการสอบถามกัน ไม่ค่อยมีพนักงานคนไหนได้รับงานนี้ เพราะหัวหน้าจะไปกินกันเอง หรือไม่ก็ให้เพื่อนฝูงญาติมิตรไปกิน แล้วมาเขียนใบประเมินมั่วๆเอาเอง

    งานสุดท้าย และท้ายสุด เป็นงานที่ดิฉันไม่เต็มใจที่จะทำนัก แต่หัวหน้าบอกว่าทำไปเถอะเดือนนี้ไม่ค่อยมีงาน คือ งานเดินสัมภาษณ์ตามบ้าน อารมณ์จะประมาณคล้ายๆเซลส์แมนขายของตามบ้าน หัวหน้าจะมีเขตมาให้เราเลือกว่าเราจะเลือกลงสัมภาษณ์เขตไหน พอเลือกแล้วก็จะมีแผนที่อย่างละเอียดอีกทีหนึ่งมาให้ ในแผนที่จะระบุเลยว่า เราต้องไปสัมภาษณ์บ้านหลังไหน โดยปกติจะให้จำนวณบ้านมาเกินกว่าจำนวณโควต้าที่จะต้องสัมภาษณ์เผื่อไม่มีคนอยู่บ้าน หรือลูกค้าไม่สะดวกจะให้สัมภาษณ์  ก่อนเริ่มงานหนึ่งวันก็มีการบริฟงานตามปกติ วันเริ่มงานวันแรก เนื่องจากดิฉัไม่เคยทำงานแบบเดินตามบ้าน หัวหน้าจึงส่งพี่ที่เคยทำมาก่อนมาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง 1 หลัง หลังแรกที่พี่เค้าเลือกเป็นร้านตัดผมผู้หญิงค่ะ ซึ่งลูกค้าก็ให้ความร่วมมือดี เสร็จเรียบร้อยพี่เค้าก็กลับ เหลือดิฉันคนเดียว เดินสำรวจดูทั่วๆแล้วไม่มีบ้านหลังไหนที่ระบุเอาไว้ในแผนที่ ที่ดิฉันรู้สึกว่าจะสามารถเข้าไปสัมภาษณ์ได้เลย จนมาเจอกับหลังหนึ่ง อ้อลืมบอกค่ะ งานนี้เป็นงานวิจัยตลาดยาสีฟันค่ะ ดิฉันเห็นว่ามีคนนั่นอยู่บริเวณ์หน้าบ้านจึงได้ถามไปว่า “ขอโทดค่ะ จะรบกวนขอเวลาสักครู๋ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาสีฟันของคุณพี่ได้ไหมค่ะ” ดิฉันได้รับคำตอบมาว่า “กูไม่เคยแปรงฟันเว้ย ...ึงรีบออกไปไกลๆจากบ้าน...ูเลย เด๋วเรียกตำรวจมาจับแ...่ง” พร้อมกับทำท่าจะลุกมาจริงๆ ดิฉันตกใจมาก เลยกลับบ้านเลย วันรุ่งขึ้นกลับไปเล่าให้หัวหน้าฟัง ไม่มีใครให้คำปรึกษาเลย แต่กลับได้รับเป็นเสียงหัวเราะเยาะแทน  

    เป็นการจากลากับงานประจำที่ดูไม่น่าประทับใจเอาซะเลย แต่ บ.นี้ก็ทำให้ดิฉันรู้และเข้าใจการตลาดมากขึ้นว่า “มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นหรือได้ยิน จริงๆหรอก มันก็แค่การกลยุทธิทางการตลาดอีกรูปแบบหนึ่ง” เท่านั้นเอง

November 18, 2007 8:49 PM
 

auntja2000 said:

จริง ครับเห็นด้วย มันเป็นกลยุทธการตลาดซ้อนอยู่กับตัวสินค้าหรืออื่นๆ อีกที่หนึ่งซึ่งคนโดยทั่วๆ มักจะมองข้ามไปหรือจะมองไม่เห็นแม้กระทั่งตัวเจ้าของสินค้าเอง หรือตัวแทนโฆษณา เนื่องจากจุดมุ่งมุ่งหมายของงานและความพอใจสูงสุดของลูกค้า มันจะตอบโดยตัวมันเองอยู่แล้วว่าต้องการสำรวจอะไร หรือหาอะไร

December 27, 2007 9:18 AM