in

Positioning+Blog

Each person should have one’s own positioning.

Editor's Note



จุดเปลี่ยนทีวีไทย

ได้เจอรุ่นน้องนักข่าวโทรทัศน์สายการเมืองคนหนึ่งมาบอกว่าเธอกำลังย้ายตัวเองไปทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง 

เป็นการย้ายงานที่เธอบอกว่า เป็นช่วงที่เธอและเพื่อนๆ มีโอกาสเลือกหลายทาง นอกจากสถานีโทรทัศน์ช่องดังกล่าวแล้วยังมีฟรีทีวีช่องอื่นๆ และทีวีดาวเทียมของค่ายมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ที่เตรียมบุกเบิกช่องข่าวเร็วๆ นี้

นับเป็นความคึกคักของคนข่าวทีวี ผลมาจากนโยบายของภาครัฐ ที่ให้ "ทีไอทีวี" ถูกเปลี่ยนมาเป็นโทรทัศน์สาธารณะ "ไทยพีบีเอส" ไม่ต้องมีโฆษณา พึ่งพาเฉพาะเงินภาษีล้วนๆ   ส่วนช่อง 11 ก็เปลี่ยนมาเป็น NBT ที่มีรายการข่าวและสาระ โดยมีโฆษณาได้แต่ต้องโฆษณาภาพลักษณ์องค์กรเท่านั้น 

ทำให้คนข่าวทีวีอย่างเธอและเพื่อนๆ รวมถึงอดีตคนข่าวไอทีวี กลายเป็นที่ต้องการของทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวี และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่กำลังขยายพื้นที่ข่าว จนเชื่อได้ว่า "ข่าว" จะเป็นสมรภูมิใหม่บนหน้าจอทีวีที่นับจากนี้จะมีการช่วงชิงคนดูกันอย่างหนัก

สำหรับแวดวงฟรีทีวีที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ การยกเครื่ององค์กรของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ที่กำลังโดนช่อง 3 ไล่กวดมาติดๆ ทำให้คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแม่วิก 7 สี  เจ้าของประโยคทองที่ว่า "ละครยิ่งเน่า คนก็ยิ่งดู กำลังต้องถูกจับตามองว่าจะลงเอยอย่างไร

นับเป็นความยากลำบากและการแข่งขันของธุรกิจฟรีทีวีที่กำลังเข้มข้นขึ้น แม้จะเป็นเบอร์ 1 แต่หากเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ทันกับสถานการณ์ โอกาสหล่นจากบัลลังก์ได้ง่ายๆ 

ใช่แต่ฟรีทีวีที่ต้องจับตา เวลานี้ "เคเบิลทีวี" กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนชนิดที่ตาต้องไม่กะพริบ เมื่อกฎหมายวิทยุและโทรทัศน์ ปี 2551 เปิดโอกาสให้เคเบิลทีวีมีโฆษณาได้ ถือว่าการ "ปลดล็อก"ครั้งสำคัญที่ไม่เพียงจะทำให้มีผู้ผลิตรายการ จำนวนคนดู ในแวดวงโฆษณาก็ต้องเปลี่ยนแปลง

ความหลากหลายของรูปแบบรายการ เคเบิลทีวี และโทรทัศน์ผ่าวดาวเทียม จะทำให้สื่อเหล่านี้กลายเป็นสื่อทางเลือกใหม่ให้กับสินค้าและบริการที่ต้องการสื่อถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น เจาะจงทั้งไลฟ์สไตล์ความชอบ หรือจะเลือกเจาะจงกลุ่มคนดูได้ตามพื้นที่ ในแต่ละภูมิภาค

แทนที่จะลงโฆษณาในฟรีทีวีที่ต้องควักเงินนาทีละหลายแสน ก็เลือกลงในช่องเคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียม แม้จะคนดูจะไม่ Mass เท่ากับฟรีทีวี แต่ใช้งบโฆษณาน้อยกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องการไปยังกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง และเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และมีความสนใจเฉพาะเจาะจง นี่คือข้อดีของเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม

ใช่แค่ กฎหมายใหม่ แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างอินเทอร์เน็ตทีวี  ก็เป็นอีกพลังที่ทำให้ "ทำนบ" ของธุรกิจทีวี ซึ่งเคยปิดกั้นอยู่กับผู้ประกอบการไม่กี่รายพังทลายลง เปิดโอกาสให้ การกระโดดเข้าสู่ธุรกิจทีวีของผู้ผลิตหน้าเก่าและหน้าใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป รวมทั้งสินค้าและบริการก็สามารถเป็นเจ้าของช่องรายการ และสถานีโทรทัศน์ได้เช่นกัน

 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทีวีครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องจับตา  

Comments

 

Roytavan said:

...ปัจจุบันนี้  คนไทยที่มีความรู้ส่วนใหญ่ก็มักจะติดตั้งเคเบิ้ลทีวี เพราะทิศทางการเสนอข่าวทาง Internet (นอกเครือข่ายของ Host ที่อยู่ในประเทศไทย ) และ Cable TV มีความเที่ยงตรงมากกว่า ขอบอกตรง ๆค่ะว่าไม่เคยดูข่าวไทยจาก TV ไทยเลย เพราะรู้สึกเบื่อ และทิศทางข่าวมักจะไทงเดียวกันหมด   นอกจากนี้ นักข่าวรุ่นใหม่ ๆ เท่าที่เห็นและได้สัมผัส  มักใช้วิธีลอกข่าวแล้วนำมา Revise ใหม่...ทั้งที่บางครั้งตัวเองก็ไม่ได้ไปทำข่าวนั้นเอง...เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับสถาบันสื่อมวลชน  นอกจากนี้ บางครั้งก็เขียนจากความรู้สึกหรือคาดการณ์โดยขาดแหล่งข้อมูลอ้างอิงเพื่อนำมาวิเคราะห์  ... นี่คือความจริงของวงการข่าวในขณะนี้  

 การพัฒนาประเทศและเยาวชนจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเปิดเสรีให้กับ TV และสื่อมวลชนทุกแขนง  โดยเฉพาะสื่อด้าน

IT นอกจากนี้ต้องส่งเสริมเด็กไทยรุ่นใหม่ ๆ ให้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาที่ 2 ให้ได้  ไม่เช่นนั้นคนรุ่นใหม่ของเราจะล้าหลังไม่สามารถอ่านข่างหรือฟังข่าวและสิ่งต่าง ๆจากทั่วโลกได้  

    ส่วนเรื่องของ...กทช...และพรบ.ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข่าวสารต้องเปิดกว้างใช้วิสัยทัศน์มุมมองแบบ Positive ในการกำหนดบทบัญญัติ ไม่ใช่ใช้ความคิดแบบพวก Conservative มาใช้...เวลาที่เรามานั่งอ่านบทบัญญัติทั้งหลายอันเกี่ยวข้องกับ...การเผยแพร่ข่าวสาร....เห็นแล้วก็ต้องกับมานั่งตั้งคำถาม...เขาเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนจริงไหม...? หากสังเกตุให้ดีแม้ รัฐธรรมนุญฉบับปี 2550 นี่บางเรื่องกฎหมายลูกก็แย่...เช่น บทกำหนดเกี่ยวกับผู้ไปขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขต...เป็นต้น..

   ลองหันไปมองเกาหลีใต้ปัจจุบันคนเกาหลีพัฒนามากก้าวเราหลายเท่าตัว  สาเหตุ Cable TV มีมากกว่า 500 ช่อง  ส่วน TV Online มีแทบทุกช่อง  ทั้ง KBS MBC  TBS  SBS ARIRANG  ect... ล้วนแต่ Global ทั้งสิ้น

...อย่างไรก็ตามก็ต้องขอฝากเรื่องวิธีการในการทำข่าวของสื่อมวลชน   จรรยาบรรณของสื่อมวลชนทุกแขนงด้วย ว่าต้องพัฒนาคุณภาพของคนทำข่าวควบคู่ไปกับ การพัฒนาระบบ TV ทั้ง Cable และ Internet เช่นกัน...

ขอฝากข้อคิดเตือนใจที่ดีให้กับคนบนเส้นทางนี้ด้วยค่ะ

...วาทะแห่งท่านซิงหยุนต้าซือ...(เตือนใจสำหรับนักเขียน)

วาทะแห่งท่านซิงหยุนต้าซือ

.....คำพูดที่ไม่ไว้หน้า...

ไว้เกียรติ   ไว้ศักดิ์ศรี

ประดุจมีดที่ปลิดชีพได้

ทำลายซึ่งอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์

อีกทั้งชีวิตอันงดงามแห่งวัยรุ่น

ไปอย่างไม่เหลือเศษ.....

...อักษรคำพูดสามารถพัดเป็นลม

อันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ

แต่ก็สามารถตกเป็นหิมะ

ที่ทวีคูณความหนาวเหน็บในเหมันต์

การเปิดโปงความลับคนอื่น

การปลุกระดมสร้างความแตกแยก

โดยการป้อนความคิดที่เป็นอริให้กับมวลชน

คำพูดคำหนึ่งสามารถสร้างชาติได้

คำพูดคำหนึ่งก็สามารถ

ทำให้ชื่อเสียงศักดิ์ศรีของคน

เสื่อมเสียและพังทลาย....

.....คนที่ไม่มีศีลธรรมในใจนั้น

ไม่ต่างไปจากซากศพที่เดินได้...

....คน....เสมือนเกาะที่จมอยู่ในทะเลขยะ...

...แห่งกิเลสและความโลภ.....

...อาตมาเคยกล่าวไว้ว่า...

.... “ถ้าหากปลายปากกาของสื่อมวลชนมีศีลธรรม...

ก็สามารถฉุดช่วยไต้หวันได้ในปัจจุบัน

...และถ้าหากปากของผู้คนมีศีลธรรม

ไม่กล่าวคำพูดที่ขัดต่อสามัญสำนึก

ก็สามารถฉุดช่วยตัวเองได้”.....

คำพูดคำวิจารณ์หรือบทความ

ที่ไม่ตรงกับความจริงขัดต่อศีลธรรม

ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ

หรือเป้าหมายโจมตีเสียหาย เสียเปรียบ...

เสียศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำทำลาย

อีกทั้งยังก่อให้เกิดกระแส

แห่งความมืดมนขึ้นในสังคม

ที่จะทำให้ผู้คนท้อแท้และสูญเสียกำลังใจ

ที่จะเป็นคนดีต่อไปในสังคม

การแถลงข้อมูลที่บิดเบือนความจริง.....

ทำให้สังคมที่เดิมผู้คนห่างเหินกันอยู่แล้ว

ยิ่งทวีความแตกแยกยิ่งขึ้น

และทำให้โลกที่เต็มไปด้วยความยากเย็นใบนี้

...ยิ่งหนาวเหน็บขึ้นเป็นทวีคูณ....

Venerable Master Hsing Yun of Fo Guang Shan

...วาทะนี้ผู้เขียนได้คัดลอกเก็บไว้นานกว่า 10 ปี เป็นวาทะที่ใช้เตือนใจสำหรับผู้ที่ใช้ชื่อว่า  "นักเขียน"  ...เพราะคมใดก็ไม่คมเท่าคมปากกา...เพราะ...ปลายปากกาของท่านสามารถฆ่าคนได้...ตราบจนถึงประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ...ยากนักที่จักลบเลือนได้..."นักเขียน"...จึงเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในสังคม...เพราะทุกอักษรที่จารึกลงบนแผ่นกระดาษนั้น  ล้วนเป็นอักษรในประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น

ด้วยความเคารพ

กาญจน์มุนี  ศรีวิศาลภพ (ร้อยตะวัน)

April 9, 2008 12:09 PM